ขอวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ดินแดนเสรีภาพที่ใครๆก็อยากไป

ขอวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ดินแดนเสรีภาพที่ใครๆก็อยากไป

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ คงเคยได้ยินว่า วีซ่าท่องเที่ยวของสหรัฐอเมริกา ขอยากมาก แค่กรอกข้อมูลส่วนตัวก็หลายหน้าแล้ว ไหนยังต้องถ่ายรูปที่ต้องเปิดหู เปิดหน้าผา และการจองคิวสัมภาษณ์กันนานมากกว่าวีซ่าท่องเที่ยวของประเทศอื่นๆ แถมยังไปเจอกับด่านสุดท้ายที่ต้องสัมภาษณ์กับคนของสถานทูตสหรัฐฯที่บางรายก็โหดเหลือเกิน โดยเฉพาะคนสัมภาษณ์ที่เป็นชาวเอเชีย…วันนี้ ผู้เขียนจึงขอมาเล่าประสบการณ์จริงที่ไปขอวิซ่ามาด้วยตนเองว่าจะโหด มันส์ ฮา ขนาดไหน ติดตามชมกันได้เลย

ขั้นตอนการสมัครขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา

  1. กรอกแบบฟอร์มการสมัครวีซ่า DS-160 ผ่านเว็บไซต์ของทางสถานทูตสหรัฐฯ  https://ceac.state.gov/genniv/      โดยเลือกเมนู Tooltip เพื่อเปลี่ยนเป็นภาษาไทย จะได้สะดวกในการกรอกข้อมูล สำหรับคนที่ไม่ค่อยสันทัดในภาษาอังกฤษเท่าไรวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา
  2. เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วน (โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 75 นาที) ให้นำไปชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว 160 ดอลลาร์ ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเท่านั้นและเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน
  3. ให้เข้าไปนัดวันสัมภาษณ์ โดยใช้รหัส PIN ที่ได้จากการชำระค่าธรรมเนียม
  4. เตรียมเอกสารต่างๆให้พร้อม ตามที่สถานทูตต้องการ เพราะถ้าไม่ครบมีสิทธิ์ตกสัมภาษณ์ได้
  5. หากผ่าน สามารถรอรับวีซ่าได้ทางไปรษณีย์ แต่ถ้าไม่ผ่านก็รับพาสปอร์ตกลับและค่อยมาขอใหม่ในครั้งต่อไป

การเตรียมเอกสารไปสัมภาษณ์…สำหรับใครที่ขอวีซ่าท่องเที่ยว มีสิ่งที่ต้องนำติดตัวไป ดังนี้     

  1. หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบันที่มีอายุการใช้งานเหลือมากกว่า 6 เดือน ใครที่มีหนังสือเดินทางเล่มเก่าแนะนำให้นำติดตัวมาด้วย เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์อาจขอดูก็ได้
  2. เอกสารยืนยัน DS-160 ที่พิมพ์ออกมา และใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า (ต้องใช้ตัวจริงเท่านั้น)
  3. สำเนาหนังสือบัญชีธนาคาร 3 – 6 เดือนล่าสุด (ภาษาอังกฤษ)
  4. รายละเอียดของการเดินทาง ได้แก่ ใบจองโรงแรม แผนการจองตั๋วเครื่องบิน แผนการเดินทางว่าจะแวะไปที่ไหนบ้าง
  5. รูปถ่าย
  6. ใบนัดเวลาสัมภาษณ์กับทางสถานทูตสหรัฐฯ

แนะนำให้นำเอกสารใส่ซองพลาสติกหรือซองกระดาษมาให้เรียบร้อย เพื่อเวลาหยิบมาใช้งานจะได้ง่ายขึ้น

คำแนะนำ 2 – 3 วันก่อนการเดินทางมาสัมภาษณ์

  • สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรตรวจสอบเอกสารที่จะนำมายื่นให้เรียบร้อยว่าขาดเหลืออะไรบ้าง จะได้จัดเตรียมได้ทัน ใส่กระเป๋าใบเล็กและใส่ของมาให้น้อยชิ้น เพราะหากนำมาเยอะ สุดท้ายก็ต้องไปฝากไว้ที่ด้านหน้าทางเข้าอยู่ดี
  • ไม่ควรนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง พาวเวอร์แบงค์ แผ่นซีดี ติดตัวไปด้วย (ง่ายๆคือ อะไรที่สามารถนำมาใช้ในการกดระเบิดได้ ห้ามเอาเข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ทางสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลก ไม่ใช่ที่ประเทศไทยอย่างเดียว มีความเข้มงวดมากขึ้น) หากใครไม่แน่ใจสามารถอ่านกฎระเบียบเพิ่มเติมได้ที่ https://th.usembassy.gov/th/visas-th/
  • ควรพกบัตรประชาชน / ใบขับขี่ / เอกสารที่ออกโดยทางราชการไปด้วย เพราะต้องนำไปเป็นหลักฐานเพื่อขอโทรศัพท์มือถือคืน หลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น
  • ก่อนวันสัมภาษณ์ ควรวางแผนการเดินทางให้ดี เพราะผู้เข้ารับการสัมภาษณ์จะต้องมาถึงสถานทูตก่อน 30 นาที ซึ่งระบุไว้ในใบนัดสัมภาษณ์แล้ว และหากมาช้ากว่า 1 ชั่วโมงจะไม่มีสิทธิเข้ารับการสัมภาษณ์ในวันนั้น โดยต้องไปจองวันสัมภาษณ์ครั้งใหม่ในระบบอีกครั้ง ซึ่งไม่มีการเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อย่ามาสายบ่อยจะดีกว่า เพราะทางสถานทูตสหรัฐฯจำกัดจำนวนครั้งในการเลื่อนนัดสัมภาษณ์ด้วย
  • การแต่งกาย ควรแต่งกายให้ดูภูมิฐาน น่าเชื่อถือ ให้เขาคิดว่าเรามีเงินที่จะไปเที่ยวในประเทศสหรัฐฯ

VISA USA.

วันสัมภาษณ์ ณ สถานทูตสหรัฐอเมริกา   

  1. เดินเข้าทางซ้ายมือ เพื่อให้ รปภ. ตรวจเช็คสิ่งของ โดยสิ่งที่จะนำเข้าไปได้ก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น ส่วน อุปกรณ์สื่อสาร / อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องฝากเอาไว้ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเอกสารเบื้องต้น (ของผู้เขียนเป็นผู้หญิง ใจดี ขอดู DS-160 และนำมาเทียบกับใบนัดว่าตรงกันหรือไม่ มีสอบถามบ้างนิดหน่อยว่าจะเดินทางไปที่ไหน เป็นอันเสร็จสิ้นการตรวจสอบในเบื้องต้น) ส่วนใครที่พาญาติมาเป็นกำลังใจ ทางสถานทูตไม่อนุญาตให้เข้ามาข้างใน รอได้แค่ข้างนอกเท่านั้น
  2. หลังจากนั้น จะมีเจ้าหน้าที่มาบอกให้ผู้ที่สัมภาษณ์นำเอกสารขึ้นมาและเปิดหน้าหนังสือเดินทางเอาไว้ และจะเดินถามว่าขอวีซ่าประเภทไหนพร้อมกับเขียนปากกาเมจิกลงใน DS-160 และแจกบัตรสีน้ำเงิน (ห้ามหาย เก็บไว้ให้ดี) หากใครที่ขอวีซ่าถาวรจะถูกแยกให้ไปตั้งอีกแถวหนึ่ง ส่วนเด็ก ผู้พิการและคนชราจะถูกแยกให้อยู่อีกแถวหนึ่ง คิดว่าคงเพื่อความสะดวกในการจำแนกการขอประเภทของวีซ่าและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ค่อยสะดวก
  3. ระหว่างที่รอคิวสัมภาษณ์ แถวจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จากที่ผู้เขียนจับเวลา คนหนึ่งจะใช้เวลาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ประมาณ 10 – 15 นาที มีเจ้าหน้าที่มาประกาศเรียกตามรอบที่จอง เมื่อมีการประกาศเรียกก็รีบเดินเข้าไปยื่นเอกสารทันที เพื่อให้ได้อันดับต้นๆในการสัมภาษณ์ของรอบนั้นๆ คงคล้ายกับการรอขึ้นเครื่อง เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศให้ขึ้นเครื่องได้ คนที่เดินไปยื่นบัตรก่อน ก็จะได้ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินก่อน ส่วนการ สัมภาษณ์วีซ่า คนที่ยื่นเอกสารก่อน จะได้เข้ารับการสัมภาษณ์ก่อน เสร็จก่อนนั่นเอง
  4. จากนั้น เจ้าหน้าจะทำการตรวจสอบใบนัดวันสัมภาษณ์ หนังสือเดินทางและหนีบเลข EMS ให้ สิ่งนี้ สำคัญมากต้องตรวจเช็คให้ดีๆ ห้ามทำหาย เมื่อตรวจเช็คว่าได้รับครบถ้วนก็จะเดินไปที่ช่อง 11 – 15 มีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยตรวจเอกสารอีกครั้งหนึ่ง (ตรวจกันหลายรอบมาก ตั้งแต่ทางเข้า จนกระทั่งสัมภาษณ์) และมีสอบถามเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยว่าจะเดินทางไปที่ไหน ไปทำอะไร กี่วัน เคยเปลี่ยนชื่อ – นามสกุลหรือไม่ เป็นต้น เมื่อสอบถามเสร็จ เจ้าหน้าที่จะให้เราพิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง 2 ข้าง และเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย…
  5. การรอคิวสัมภาษณ์จะรอคิวที่ช่อง 6 – 9 คนที่ได้รอบเช้าจะรอคิวไม่นาน แต่ช่วงสายๆบอกเลยว่ารอประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์จะเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่พอจะพูดภาษาไทยได้บ้างนิดหน่อย ถ้าได้เจ้าหน้าที่ฝรั่งจะสัมภาษณ์จบเร็ว ใช้เวลาไม่นาน แต่…ถ้าได้เจ้าหน้าที่เอเชียจะสัมภาษณ์นานและละเอียดมาก โดยคำถามส่วนใหญ่ที่เจอกันทุกคน มีดังต่อไปนี้
  • ไปทำอะไร กี่วัน ไปที่ไหนบ้าง ไปกับใคร (หากมาเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง จะถามต่อว่าแต่ละคนมีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง)
  • ใครที่บอกว่าไปเที่ยวและไปดูมหาวิทยาลัยเพื่อจะเรียนภาษา จะถูกถามละเอียดมากกว่าคนอื่นๆและ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
  • ที่ผ่านมาเคยไปที่ไหนมาบ้าง เคยมาสหรัฐฯมาก่อนหรือไม่ หากเคยมา ครั้งที่แล้วมาด้วย วัตถุประสงค์อะไร
  • หลังจากไปเที่ยวสหรัฐฯ คุณแน่ใจนะว่าจะกลับมาที่เมืองไทยแน่นอน คำถามนี้ตอบไปเลยว่า Yes !

สำหรับผู้เขียนที่เคยสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐฯ ตอนแรกก็กล่าวทักทายกันตามปกติ และก็ยิงคำถามรัวๆ นั่นคือ ไปทำอะไร / ที่ไหน / กี่วัน / พักที่ไหน / อยู่กับใคร / เที่ยวคนเดียวหรือเปล่า / ตอนนี้ทำอะไรอยู่ /กลับเมื่อไร / จะกลับไทยแน่ใช่มั้ย / ทำไมถึงอยากไปเที่ยวที่นี้ / รู้จักใครหรือมีญาติที่อยู่สหรัฐฯบ้างไหม ระหว่างที่สัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะพิมพ์ข้อมูลลงในระบบด้วย จากนั้นจะมีใบสีฟ้ายื่นมาให้ และบอกว่า “ยินดีด้วย วีซ่าคุณผ่าน”

usa-1198930_1280

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะบอกว่าอีก 2 – 3 วัน จะส่งวีซ่าไปให้ทางไปรษณีย์ ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเจ้าหน้าที่จะแจ้งแสดงความเสียใจและยื่นหนังสือเดินทางคืนให้ทันที ส่วนใหญ่แล้วก็จะผ่านกันค่อนข้างเยอะ เพราะสิ่งสำคัญของการขอวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐฯคือ ทำให้เขาเชื่อใจว่าคุณไปแล้วจะกลับเมืองไทยแน่นอน ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง เตรียมเอกสารครบถ้วน และตอบคำถามตรงไปตรงมา ไม่โกหก แค่นี้การขอวีซ่าท่องเที่ยวของประเทศสหรัฐฯก็ไม่เรื่องยากอีกต่อไป ขอให้โชคดี…

About the Author