เที่ยวหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

เที่ยวหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

หากเอ่ยถึง…ประเทศหนึ่งที่อยู่ใกล้กับเมืองไทยและมีวัฒนธรรม ประเพณีที่คล้ายคลึงกัน คงหนีไม่พ้น ประเทศลาว จัดเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าไปเยือน เพราะผู้คนเป็นมิตร ภาษาคล้ายกับภาษาไทย ถึงพูดไม่ได้ แต่ก็ฟังออก อาหารการกิน ก็รสชาติไม่แตกต่างจากบ้านเรานัก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในหลวงพระบางก็มีเสน่ห์จนภาพยนตร์หลายๆเรื่องนำมาเป็นโลเคชั่น วันนี้ ผู้เขียนจะขอมารีวิวสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆในหลวงพระบางมาฝากผู้อ่านทุกท่านกัน

ผู้เขียนวางแพลนเที่ยวและจองตั๋วพร้อมที่พักผ่าน agoda.com ซึ่งคราวนี้ไปด้วย สายการบิน ลาวแอร์ไลน์ บินลัดฟ้าจากสุวรรณภูมิมุ่งสู่หลวงพระบาง แต่การจะขึ้นเครื่องบินสายการบินนี้จะต้องนั่ง Shuttle bus ออกไปเพื่อขึ้นเครื่อง ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไรและเจ้าหน้าของทางการบินก็บริการอย่างดีเยี่ยม เมื่อไปถึงบนเครื่องจะมีอาหารและเบียร์ให้ดื่มตลอดทาง (ใครที่ผิดหวังจากนกแอร์ที่ไม่มีโปร นกขนม แนะนำให้ใช้บริการจากสายการบินลาวแอร์ไลน์ได้เลย อิ่มตลอดทาง)

เที่ยวหลวงพระบาง

ระหว่างเดินทางก็จิบเบียร์ไปเรื่อยๆ ซึ่งจะใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะถึงสนามบินหลวงพระบางเตรียมตัวผ่าน ตม.ของ สปป.ลาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ดุและเป็นมิตรกว่า ตม.เกาหลีมาก หลังจากนั้นก็รอรับกระเป๋า ไปช่องแลกเงินและใช้บริการรถตู้เพื่อไปส่งยังที่พัก ซึ่งจะสนนราคาประมาณ 50,000 กีบ หรือประมาณ 200 บาทนั่นเอง ซึ่งคนขับรถตู้ของสนามบินก็อัธยาศัยดี แถมพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย

เมื่อถึงที่พักก็จัดแจงกระเป๋าและจ่ายเงินให้เรียบร้อย ซึ่งจะให้เลือกว่าจะจ่ายก่อนหรือจ่ายวันที่เช็คเอาท์ หากช่วงนั้นเรทราคาดีกว่าก็จ่ายไปเลย จะได้สบายใจพร้อมเที่ยวอย่างเดียว เสร็จแล้วก็ออกไปเดินเล่นบนตัวเมือง อย่างหนึ่งที่สังเกตได้คือ หวยตั้งโต๊ะ ที่ลาวหวยจะออกทุกวันอังคาร พฤหัส เสาร์ ใครไปเที่ยวก็ลองไปเสี่ยงโชคกันดูได้ สนนราคาอยู่ที่ 4,000 กีบเท่านั้น

หลังจากนั้นก็เหมาตุ๊กๆ (ที่ลาวจะเรียกว่า จัมโบ้) ไปเที่ยว ตลาดร่มมืดหลวงพระบาง ซึ่งถือเป็นอีกจุดสำคัญในการมาเยือนหลวงพระบาง ตลาดแห่งนี้จะเปิดช่วงเย็นๆประมาณ 4 โมงเย็น – 4 ทุ่มครึ่ง คงจะคล้ายๆถนนคนเดินบ้านเรา แต่มีบรรยากาศที่ดีมากๆ ลมเย็นสบาย อาหารอร่อย มีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทย สินค้าหัตถกรรมและของที่ระลึกจากหลวงพระบางมาให้เลือกซื้อกันเพียบ แต่ข้อควรระวังคือ กรุณานับเลข 0 บนแบงค์ไว้ดีๆ เดี๋ยวช้องปิ้งเพลินๆแล้วจะจ่ายผิดเอา

หลวงพระบาง

วันที่ 2

หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ เราก็เดินทางไปที่ หมู่บ้านช่างไห บ้านต้มเหล้าและน้ำตกกวางสี ซึ่งวันนี้ก็นั่งจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) ไปอีกเช่นเคย ราคาเหมาของจัมโบ้ในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้อยู่ที่ 1,500 บาท แต่จริงๆแล้วเราสามารถต่อรองราคาได้ จึงได้มาในราคา 1,300 บาท หรือใครจะเหมารถตู้ไปก็ได้ แต่แนะนำว่าถ้ามาลาวทั้งที คุณต้องไม่พลาดที่จะนั่งจัมโบ้ แต่ถ้าหากช่วงนั้นอยู่ในฤดูฝน ให้เหมารถตู้จะสะดวกกว่า ซึ่งเรื่องราคาก็ตามแต่ตกลง ส่วนใหญ่จะคิดเป็นรายคน คนละ 700 บาท

เมื่อไปถึงหมู่บ้านช่างไห บ้านต้มเหล้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องเหล้าดองที่มีแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเหล้าดองของสัตว์สารพัดพิษ เช่น ตะขาบ งู แมงป่อง ใครที่อยากลองของแปลก บอกเลยว่าห้ามพลาด ส่วนใครที่ไม่ชอบเครื่องดื่มประเภทนี้หรือแพ้ ควรหลีกเลี่ยงหน่อยก็ดี นอกจากนี้ ยังขึ้นชื่อเรื่องผ้าสวยๆ ราคาถูก ซึ่งถูกกว่าประเทศไทยและตลาดร่มมืดหลวงพระบางอีกด้วย ใครที่ชอบใส่ผ้าไหมและผ้าซิ่นหรือจะซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะราคาไม่แพงและเนื้อผ้าค่อนข้างดีทีเดียว

จบทริปวันที่ 2 ด้วยการไป น้ำตกกวางสี ถือเป็นไฮไลท์หนึ่งในการมาเที่ยวหลวงพระบาง โดยจะต้องนั่งเรือเข้าไป ซึ่งจะอยู่ที่คนละประมาณ 20,000 กีบ ระหว่างทางจะเห็นวิวทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำโขง นั่งชมวิวเพลินๆไปอีกแบบ ซึ่งจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง น้ำตกแห่งนี้เป็นหินปูนค่อนข้างเยอะ แต่มีน้ำใสสีมรกตและเย็นมาก สามารถลงเล่นน้ำได้ ใครที่จะไปเล่นน้ำก็อย่าลืมเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนกันด้วย

วันที่ 3

มาหลวงพระบางทั้งที ประเพณีที่ขึ้นชื่อของที่นี้ก็คือ การตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งจะตักบาตรบริเวณ วัดแสนสุขาราม โดยจะมีข้าวเหนียวที่ถูกจัดใส่ไว้ในกระติ๊บวางเรียงอยู่บนเสื่อ พร้อมกับสไบเฉียงที่ทุกคนต้องคาดเอาไว้ตามประเพณี ซึ่งนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัด เช่น เฝ้าดูการตักบาตรด้วยอาการสงบเสงี่ยม ซื้ออาหารจากตลาดเช้าแทนการซื้อจากร้านค้า ไม่เดินกีดขวางพระสงฆ์ ไม่ถ่ายรูปพระสงฆ์ใกล้ชิดเกินไป แต่งกายอย่างสุภาพ ห้ามแตะตัวพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นข้อพึงปฏิบัติ

หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จก็ปั่นจักรยานชมบรรยากาศในเมืองหลวงพระบาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำและถนนหนทางก็ค่อนข้างปลอดภัยหรือจะไปทานอาหารพื้นเมืองในตลาดเช้าบริเวณนั้นก็ได้ เพื่อซึมซับกับบรรยากาศที่หาได้ยากในเมืองไทย ก่อนจะกลับไปเก็บของกลับกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินโดยสารของสายการบินลาวแอร์ไลน์เช่นเดิมโดยสวัสดิภาพ

About the Author